
การเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย”
เจติยา โกมลเปลิน | 30 ธันวาคม 2563
...เมื่อการอภิปรายในประเด็นดังกล่าวยุติลง สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติในวาระที่ 3 เห็นชอบด้วยกับคณะกรรมาธิการในการเปลี่ยนชื่อประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” ...
ประเทศไทย เป็นรัฐชาติตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดิมมีชื่อเรียกว่า “สยาม” จนกระทั่งสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่มีแนวคิดชาตินิยม จึงได้มีการเปลี่ยนชื่อประเทศ จาก “สยาม” เป็น “ไทย” ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรัฐนิยมใช้ชื่อประเทศ ประชาชน และสัญชาติ ในวันที่ 24 มิถุนายน 2482 แต่ในทางกฎหมายแล้วต้องถือเอาวันที่ 26 สิงหาคม 2482 ซึ่งเป็นวันที่รัฐบาลสมัยนั้นเสนอร่างพระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญขนานนามประเทศต่อรัฐสภา โดยมีสาระสำคัญ คือ ให้เรียกชื่อประเทศว่า “ประเทศไทย” และตามที่ได้มีบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ที่มีคำว่า “สยาม” ก็ให้ใช้คำว่า “ไทย” แทน โดยให้เหตุผลในคำแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร ตอนหนึ่งว่า
“...ในการที่ทางรัฐบาลได้เสนอร่างพระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญขนานนามประเทศนั้น ก็ด้วยได้พิจารณาเห็นกันเป็นเอกฉันท์ว่า นามประเทศของเรา ซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ที่เรียกว่า ประเทศสยามนั้น ไม่ปรากฏหลักฐานที่ได้ตั้งขึ้นไว้ คือ ไม่มีพระราชบัญญัติหรือไม่มีสิ่งใดที่เป็นหลักฐานนามประเทศของเราที่ใช้เรียกกันอยู่ทุกวันนี้ ก็ได้ด้วยความเคยชิน หรือได้จดจำเรียกกันต่อ ๆ มา และได้พยายามให้เจ้าหน้าที่ค้นในทางประวัติศาสตร์ก็ไม่ปรากฏว่าใครเป็นคนที่ได้ตั้งขึ้นคราวแรก และตั้งแต่ครั้งใดก็ไม่ทราบ เป็นแต่ว่าเราได้เรียกเรื่อย ๆ มา เรียกว่าประเทศสยาม และคำว่า ประเทศสยามนั้น ก็มักจะใช้แต่ในวงราชการ และนอกจากนั้นก็ในวงของชาวต่างประเทศเป็นส่วนมาก ส่วนประชาชนไทยของเราโดยทั่วไปเฉพาะอย่างยิ่งตามชนบทด้วยแล้ว เราจะไม่ค่อยใช้คำว่า ประเทศสยาม เราใช้คำว่า ไทย เนื่องด้วยมีนามซึ่งประชาชนคนไทยของเราเรียกเป็นสองอย่าง ดังนี้ และประกอบกับเรายังไม่มีหลักฐานในการที่เรามีการขนานนามประเทศ ทางรัฐบาลจึงปรึกษาเห็นพร้อมกันว่า ควรจะร่วมกับสมาชิกผู้มีเกียรติในการที่ได้ตั้งขนานนามประเทศของเราเสียในระบอบประชาธิปไตยนี้ ร่วมกันด้วยความสมัครสมานให้เป็นสิริมงคลแก่ประเทศของเราต่อไปในภายข้างหน้าในการที่ให้ใช้คำว่า ไทย แทนที่เราจะขนานนามในบัดนี้ว่าเป็น สยาม...”

ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาและลงมติรับหลักการในวาระที่ 1 ด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ และเมื่อเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 ชั้นคณะกรรมาธิการ มีประเด็นที่น่าสนใจ คือ การเปลี่ยนมาใช้คำว่า “ไทย” นั้น ควรจะใช้คำว่า “ไทย” มี “ย” หรือ “ไทย” ไม่มี “ย” ตาม โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสงวนคำแปรญัตติและได้อภิปรายถึงการใช้คำว่า “ไทย” โดยเสนอขอให้ตัดตัว “ย” ออกโดยให้เหตุผลว่า “การเรียกคำว่า “ไท” ของชนชาติไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยมานั้น ตามหลักศิลาจารึกนั้นไม่มีตัว “ย” และเห็นว่าหลักการเขียนคำไทยแท้นั้นต้องรัดกุม ไม่เยิ่นเย้อ อีกทั้งคำว่า “ไทย” ในอดีตที่ใช้กันมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ สมัยที่อพยพย้อนลงมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ก็ไม่มี “ย” เช่นเดียวกัน
เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวนี้ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ และในฐานะที่ทรงเป็นประธานคณะกรรมการชำระปทานุกรมได้อธิบายชี้แจงว่า เหตุผลที่คณะกรรมาธิการวิสามัญเลือกที่จะใช้ “ไทย” มี “ย” ก็เพราะว่า คำว่า “ไท” ไม่มี “ย” นั้น โดยความหมายแปลว่า ความเป็นใหญ่หรือเป็นอิสระ ส่วนคำว่า “ไทย” มี “ย” นั้น ก็เพื่อจะจำแนกให้เห็นว่าเป็นชื่อเฉพาะและเพื่อความสะดวกทางภาษา เช่น คำว่า “ท้าวไท” โดยไม่มีตัว “ย” ตาม ก็จะแปลว่าท้าวผู้เป็นใหญ่ แต่ถ้า “ท้าวไทย” มีตัว “ย” ตาม ก็จะหมายถึง ท้าวที่มีสัญชาติเป็นไทย ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการชำระปทานุกรม จึงมีความเห็นพ้องต้องกันทั้งหมดให้คงมีตัว “ย” ไว้
เมื่อการอภิปรายในประเด็นดังกล่าวยุติลง สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติในวาระที่ 3 เห็นชอบให้เปลี่ยนชื่อเรียกประเทศจาก “สยาม” เป็น “ไทย” ด้วยคะแนนเสียงเป็น เอกฉันท์ และต่อมาได้ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยนามประเทศ พุทธศักราช 2482 โดยมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2482 ทั้งนี้ ให้สอดคล้องกับประกาศรัฐนิยม เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2482 ซึ่งให้ใช้ชื่อ “ไทย” เป็นชื่อเรียกแทนประชาชน ตลอดจนเชื้อชาติ ในขณะที่ภาษาอังกฤษให้ใช้คำว่า “Thailand” ซึ่งเหตุผลที่ต้องมีคำว่า “land” ต่อท้ายคำว่า “Thai” นั้นเป็นเพราะเพื่อให้ทราบว่า “Thailand” นั้นเป็นชื่อประเทศ และเพื่อไม่ให้ซ้ำกับคำว่า “ไทย” ที่หมายถึงคนไทย