team-member


การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่สองในไทย (ตอนที่ 2)


ชีวานนท์ กันย์ภิวัฒน์ | 10 มีนาคม 2566


...เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2481 ราชกิจจานุเบกษาได้มีประกาศ “พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช 2481” ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาของไทยที่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง


วันที่ 7 พฤศจิกายน 2480 เป็นวันที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งที่สอง ซึ่งทำให้การเลือกตั้งผู้แทนราษฎรโดยตรงครั้งแรกของไทยเกิดขึ้นก่อนที่สมาชิกประเภทที่ 1 จะครบวาระในวันที่ 9 ธันวาคม 2480 ซึ่งน่าจะมีเป้าหมายเพื่อให้การดำเนินงานของสภาเกิดความต่อเนื่อง เพราะช่วงเวลาที่สมาชิกประเภทที่ 1 ครบวาระนั้น สมาชิกประเภทที่ 2 ยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไป ประกอบกับมาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 กำหนดให้การประชุมครั้งแรกนับแต่การเลือกตั้งเสร็จแล้วต้องเกิดขึ้นภายในเวลา 90 วัน ซึ่งทำให้มีระยะเวลามากพอที่จะจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จก่อนที่สมาชิกประเภทที่ 1 จะครบวาระ อีกทั้งรัฐธรรมนูญฯ ไม่ได้กำหนดว่าการเลือกตั้งจะต้องเกิดขึ้นภายหลังจากที่สมาชิกประเภทที่ 1 ครบวาระ 4 ปีแล้ว แต่มาตรา 17 ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่ง “พระราชบัญญัติการเลือกตั้ง พ.ศ. 2475 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉะบับที่ 3) พุทธศักราช 2479” มาตรา 5 กำหนดว่าการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรจะทำได้ต่อเมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกา ให้เลือกตั้งผู้แทนราษฎรแล้ว



การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้ง จำนวน 91 คน ซึ่งมีจำนวนมากกว่าชุดก่อน 13 คน และเมื่อรวมกับสมาชิกประเภทที่ 2 อีก 91 คน (เดิมมี 78 คน แต่งตั้งเพิ่ม 13 คน เพื่อให้มีจำนวนเท่ากับสมาชิกประเภทที่ 1) ทำให้สภาชุดนี้มีสมาชิกทั้งหมด 182 คน มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น 6,123,239 คน มีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 2,462,535 คน คิดเป็นร้อยละ 40.22 ทั้งนี้ หากนำจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งและจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งในแต่ละจังหวัดมาคำนวณหาค่าร้อยละของผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งของแต่ละจังหวัด พบว่า จังหวัดนครนายกเป็นจังหวัดที่มีผู้ไปใช้สิทธิมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 80.50 และจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดที่มีผู้ไปใช้สิทธิน้อยที่สุด คิดเป็นร้อยละ 22.24

ภายหลังการเลือกตั้งได้มีการตรา “พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสามัญแห่งสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช 2480” ซึ่งกำหนดเปิดประชุมในวันที่ 10 ธันวาคม 2480 เนื่องจากตรงกับวันรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ประชุมสภาได้เลือกพระยามานวราชเสวี (ปลอด-วิเชียร ณสงขลา) เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร พระยาวิทุรธรรมพิเนตุ (โต๊ะ อัมระนันทน์) เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 และนายพันเอก พระประจนปัจจนึก (พุก มหาดิลก) เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2481 ซึ่งเป็นวันเปิดประชุมของสมัยประชุมสามัญประจำปี พุทธศักราช 2481 ที่ประชุมสภาได้เลือกพระยามานวราชเสวี (ปลอด-วิเชียร ณสงขลา) เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร และพระยาวิทุรธรรมพิเนตุ (โต๊ะ อัมระนันทน์) เป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตามมาตรา 22 ของรัฐธรรมนูญฯ กำหนดว่าสภาสามารถเลือกรองประธานนายหนึ่งหรือหลายนายก็ได้

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2480 ซึ่งมีการประชุมสภาครั้งที่ 2/2480 ที่ประชุมสภาได้มีการหารือเป็นการภายในเพื่อฟังความเห็นว่าผู้ใดควรเป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากรัฐธรรมนูญฯ ไม่ได้กำหนดให้สภาเป็นผู้ให้ความเห็นชอบผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ระบุเพียงพระมหากษัตริย์ทรงตั้งคณะรัฐมนตรีประกอบด้วยนายกนายหนึ่งและรัฐมนตรีอย่างน้อย 14 นาย แต่ไม่เกิน 24 นาย โดยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีอีก 14 นาย ต้องเลือกจากสมาชิกสภา โดยผู้ได้รับการตั้งไม่ต้องลาออกจากสมาชิกภาพ และให้ประธานสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการตั้งนายกรัฐมนตรี




เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2480 ได้มีพระบรมราชโองการประกาศตั้งนายกรัฐมนตรี คือ นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) และประกาศตั้งรัฐมนตรี 18 นาย ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการ จำนวน 8 นาย รัฐมนตรีช่วยว่าการ จำนวน 3 นาย และรัฐมนตรี จำนวน 7 นาย นับเป็นคณะรัฐมนตรีคณะที่ 8 และเป็นการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) วาระสุดท้าย ซึ่งรัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อสภาเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2480 โดยสภาได้ลงมติไว้วางใจแก่รัฐบาลด้วยการลงคะแนนลับ สำหรับสมาชิกที่ไว้วางใจให้ลงเบี้ยขาว ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยให้ลงเบี้ยน้ำเงิน ซึ่งรัฐบาลได้รับความไว้วางใจ 99 เบี้ย ต่อ 19 เบี้ย (เบี้ยที่เสีย 6 เบี้ย) ทั้งนี้ ขอยกสาระสำคัญบางส่วนของคำแถลงนโยบายของรัฐบาลมาเสนอ ดังนี้

“...รัฐบาลนี้มีนโยบายที่จะดำเนินการก้าวหน้าต่อไปตามหลัก 6 ประการ ในการประดิษฐานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม คือ หลักเอกราช 1 หลักความสงบภายใน 1 หลักเศรษฐกิจ 1 หลักสิทธิเสมอภาค 1 หลักเสรีภาพ 1 และหลักการศึกษา 1 หลักสิทธิเสมอภาคและหลักเสรีภาพนั้น ได้รับผลสำเร็จแล้วตามความในรัฐธรรมนูญ...”

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2481 ราชกิจจานุเบกษาได้มีประกาศ “พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช 2481” ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาของไทยที่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงเพื่อให้ราษฎรเลือกตั้งสมาชิกประเภทที่ 1 ขึ้นใหม่ ภายใน 90 วัน นับแต่วันประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 35 และมาตรา 66 ของรัฐธรรมนูญฯ โดยมีคำแถลงการณ์ของรัฐบาลที่สำคัญ ซึ่งปรากฏในพระราชกฤษฎีกายุบสภาฯ ฉบับนี้ ดังนี้

“ด้วยในการประชุมเมื่อวันเสาร์ที่ 10 กันยายน ศกนี้ สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาญัตติของสมาชิกฯ ขอแก้ไขข้อบังคับการประชุมและการปรึกษาของสภาผู้แทนราษฎร ข้อ 68 เกี่ยวกับการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณเพื่อพิจารณารับหลักการชั้นต้นในสภาผู้แทนราษฎร ผู้เสนอต้องการให้แสดงบัญชีรายละเอียดแสดงหลักเกณฑ์การคำนวณภาษีอากร สถิติต่าง ๆ จำนวนคน และรายละเอียดอื่น ๆ อีกเป็นอันมาก...แม้จะได้แสดงให้เห็นทางเสียหายที่ประเทศชาติจะได้รับในการแก้ไขข้อบังคับเช่นนี้ก็ดี ผู้โต้แย้งก็ยังหาสนใจที่จะฟังเหตุผลไม่...สมาชิกฝ่ายผู้แทนราษฎรก็เสนอญัตติให้รวบรัดการพิจารณาและเสนอให้ลงมติโดยไม่ให้โอกาสรัฐบาลแถลงชี้แจงอีก วิธีการดั่งนี้เป็นวิธีช่วงชิงเอาเปรียบโดยไม่เป็นธรรม ในที่สุดสภาฯ ได้ลงมติรับหลักการแห่งร่างข้อบังคับนั้น...นายกรัฐมนตรีได้เสนอเรื่องนี้ แด่คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ให้ทราบความประสงค์ของคณะรัฐมนตรีที่จะขอลาออกจากหน้าที่ แต่คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เห็นว่า สภาพการของโลกในเวลานี้อยู่ในระหว่างความปั่นป่วนคับขัน ประกอบกับจะต้องเตรียมการรับเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสู่พระนคร รัฐบาลคณะนี้ควรจะบริหารราชการของประเทศต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้รัฐบาลก็เห็นมีทางเดียวที่จะดำเนินตามวิถีรัฐธรรมนูญ คือ ยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเป็นทางที่ราษฎรจะได้เลือกตั้งผู้แทนมาใหม่ ดั่งที่ได้ประกาศในพระราชกฤษฎีกาแล้ว...”

team-member

จดหมายเหตุรัฐสภาไทย

เอกสารจดหมายเหตุของรัฐสภา มีความสำคัญในการเป็นหลักฐานทางกระบวนการนิติบัญญัติของชาติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมา เหตุการณ์สำคัญ และกิจกรรมต่าง ๆ ของรัฐสภา ...

team-member

ดุสิตธานี เมืองทดลองประชาธิปไตย

ดุสิตธานีถือกำเนิดที่พระราชวังสวนดุสิต ภายหลังได้ย้ายมาอยู่ที่พระราชวังพญาไท สิ่งก่อสร้างจำลองต่าง ๆ ในดุสิตธานีมีขนาดสูง 2-3 ฟุต เช่น ที่ทำการรัฐบาล บ้านเรือนราษฎร พระราชวัง ศาสนสถาน...

team-member

งานฉลองรัฐธรรมนูญ - มหกรรมที่ใหญ่ที่สุดแห่งยุค

เมื่อมี “งานพิธี” คือพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 ในวันที่ 10 ธันวาคม 2475 แล้ว “งานฉลอง” ก็ตามมา...

team-member

กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับสมุดไทย

ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 นายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ซึ่งมีความยาว 279 มาตรา นำมาเขียนในสมุดไทยได้ 419 หน้า หรือจำนวน 259 พับครึ่ง...

team-member

อาคารรัฐสภาไทย

รัฐสภาของประเทศไทยเกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระที่นั่งอนันตสมาคมให้ใช้เป็นที่ประชุมสภา...

team-member

รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม

“รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม” เป็นชื่อเรียก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉะบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 4 ของประเทศไทยที่ประกาศใช้เมื่อ วันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490...

team-member

ความเป็นมาของธงชาติไทย

ธงชาติไทยหรือธงไตรรงค์ เป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทย แสดงถึงเอกลักษณ์และศักดิ์ศรีในความเป็นไทย มีความหมายถึงความเป็นเอกราช สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์...

team-member

ลงเบี้ย

ลงเบี้ย คือ วิธีการออกเสียงลงคะแนนลับในอดีตวิธีหนึ่งในการประชุมสภา โดยให้สมาชิกสภานำเบี้ย สีต่าง ๆ ไปใส่ภาชนะที่จัดไว้ซึ่งอาจเป็นหีบหรือตู้หีบตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับการประชุมแต่ละฉบับ...

team-member

กฎหมายตราสามดวง

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ให้ความหมายของ “กฎหมายตราสามดวง” ว่าหมายถึง ประมวลกฎหมายโบราณของไทย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช...

team-member

การเปลี่ยนปีปฏิทินของประเทศไทย

ตามจารีตประเพณีของไทยแต่โบราณได้ถือวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับคติแห่งพุทธศาสนา ซึ่งถือช่วงฤดูเหมันต์หรือฤดูหนาวเป็นการเริ่มต้นปี...

team-member

คณะราษฎร

“คณะราษฎร” คือ กลุ่มบุคคลผู้ดำเนินการปฏิวัติสยามเมื่อ พ.ศ. 2475 โดยยึดอำนาจจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และเปลี่ยนแปลงการปกครองของราชอาณาจักรสยาม...

team-member

ตราพระราชลัญจกรบนรัฐธรรมนูญฉบับสมุดไทย

พระราชลัญจกร คือ พระตราสำหรับพระเจ้าแผ่นดินที่ใช้ประทับในเอกสารต่าง ๆ มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยใช้ชาดซึ่งเป็นวัตถุสีแดงชนิดหนึ่งผสมกับน้ำมัน สำหรับการประทับตรา...